เพิ่มรายได้ให้โรงแรมด้วยการขายห้องพักแบบราคาไดนามิก (Dynamic Pricing)
ในยุคที่ธุรกิจโรงแรมและรีสอร์ทมีการแข่งขันสูงขึ้น การกำหนดราคาห้องพักแบบคงที่ตลอดทั้งปีอาจทำให้โรงแรมพลาดโอกาสในการสร้างรายได้ โดยเฉพาะช่วงที่มีความต้องการเข้าพักสูงหรือช่วงที่ตลาดมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว Dynamic Pricing โรงแรม หรือการตั้งราคาห้องพักแบบไดนามิก จึงเป็นหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญของ Revenue Management ที่ช่วยให้โรงแรมสามารถปรับราคาขายตามความต้องการของตลาด ฤดูกาลท่องเที่ยว อัตราการเข้าพัก ราคาคู่แข่ง และพฤติกรรมการจองของลูกค้าได้อย่างเหมาะสม
การใช้กลยุทธ์ Dynamic Pricing อย่างมีประสิทธิภาพช่วยให้โรงแรมสร้างสมดุลระหว่างราคาห้องพักและจำนวนห้องที่ขายได้ เพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้เฉลี่ยต่อห้องพักที่มีให้ขาย (RevPAR) และลดการสูญเสียโอกาสทางรายได้จากการตั้งราคาที่ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ตลาด
บทความนี้ VATIAZ Hospitality จะพาคุณทำความเข้าใจว่า Dynamic Pricing คืออะไร มีหลักการทำงานอย่างไร และโรงแรมขนาดเล็กถึงขนาดกลางสามารถนำกลยุทธ์นี้มาใช้เพิ่มยอดขายและพัฒนาผลประกอบการได้อย่างไร
Dynamic Pricing โรงแรม คืออะไร?
Dynamic Pricing (การตั้งราคาแบบไดนามิก) คือกลยุทธ์การกำหนดราคาห้องพักที่สามารถปรับเปลี่ยนตามปัจจัยต่าง ๆ ที่มีผลต่อความต้องการจองห้องพัก แทนการใช้ราคาขายเดียวตลอดทั้งปี
ตัวอย่างเช่น โรงแรมอาจกำหนดราคาห้องพักในวันธรรมดาที่มีความต้องการต่ำกว่าวันหยุดสุดสัปดาห์ และปรับราคาสูงขึ้นในช่วงเทศกาล วันหยุดยาว หรือวันที่มีงานกิจกรรมสำคัญในพื้นที่
อย่างไรก็ตาม Dynamic Pricing ไม่ได้หมายถึงการขึ้นราคาห้องพักเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงการปรับราคาลงอย่างเหมาะสมในช่วงที่ความต้องการลดลง เพื่อกระตุ้นยอดจองและรักษาระดับรายได้โดยรวม
เป้าหมายของ Dynamic Pricing คือการขายห้องพักใน ราคาที่เหมาะสม ให้กับลูกค้าที่เหมาะสม ผ่านช่องทางที่เหมาะสม และในเวลาที่เหมาะสม
ทำไมโรงแรมควรใช้ Dynamic Pricing?
1. เพิ่มรายได้จากห้องพัก (Room Revenue)
การตั้งราคาห้องพักให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดช่วยให้โรงแรมมีโอกาสสร้างรายได้มากขึ้น โดยเฉพาะวันที่มีความต้องการเข้าพักสูง ซึ่งโรงแรมอาจสามารถขายห้องพักในราคาสูงกว่าราคาปกติได้
2. เพิ่มอัตราการเข้าพัก (Occupancy Rate)
ในช่วง Low Season หรือวันธรรมดาที่มีความต้องการเข้าพักต่ำ โรงแรมสามารถใช้โปรโมชั่นหรือปรับราคาให้เหมาะสมเพื่อกระตุ้นการจอง แทนการปล่อยให้ห้องพักว่างโดยไม่สร้างรายได้
3. เพิ่มรายได้เฉลี่ยต่อห้องพักที่มีให้ขาย (RevPAR)
RevPAR เป็นตัวชี้วัดสำคัญที่สะท้อนความสามารถในการสร้างรายได้จากห้องพักทั้งหมดที่พร้อมขาย
Dynamic Pricing ช่วยให้โรงแรมบริหารทั้งราคาขายเฉลี่ยและอัตราการเข้าพักร่วมกัน เพื่อเพิ่มโอกาสในการสร้าง RevPAR ที่ดีขึ้น
4. เพิ่มความสามารถในการแข่งขัน
การติดตามราคาคู่แข่งและความเคลื่อนไหวของตลาดช่วยให้โรงแรมกำหนดราคาที่เหมาะสมกับตำแหน่งทางการตลาดของตนเอง โดยไม่จำเป็นต้องแข่งขันด้วยการลดราคาเพียงอย่างเดียว
5. ลดการสูญเสียโอกาสทางรายได้
หากโรงแรมขายห้องพักในราคาต่ำเกินไปในวันที่มีความต้องการสูง อาจสูญเสียรายได้ที่ควรได้รับ ในทางกลับกัน การตั้งราคาสูงเกินไปในวันที่มีความต้องการต่ำอาจทำให้ห้องพักขายไม่ออก
Dynamic Pricing แตกต่างจากการตั้งราคาห้องพักแบบคงที่อย่างไร?
การตั้งราคาห้องพักแบบคงที่ (Fixed Pricing) เป็นวิธีที่โรงแรมกำหนดราคาขายล่วงหน้า โดยอาจแบ่งเป็นราคาในวันธรรมดา วันหยุดสุดสัปดาห์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์
แม้ว่าวิธีนี้จะบริหารจัดการง่าย แต่มีข้อจำกัดในการตอบสนองต่อความต้องการของตลาดที่เปลี่ยนแปลง
สำหรับโรงแรมที่มีจำนวนห้องพักจำกัด การปรับราคาขายให้เหมาะสมในแต่ละวันอาจส่งผลต่อรายได้รวมอย่างมีนัยสำคัญ เพราะห้องพักที่ไม่ได้ขายในวันนั้นไม่สามารถเก็บไว้ขายย้อนหลังได้
6 ปัจจัยสำคัญในการกำหนดราคา Dynamic Pricing โรงแรม
1. ความต้องการของตลาด (Market Demand)
ความต้องการเดินทางของนักท่องเที่ยวเป็นปัจจัยหลักในการกำหนดราคาห้องพัก
เมื่อมีความต้องการสูง เช่น วันหยุดยาว เทศกาล หรือกิจกรรมสำคัญในพื้นที่ โรงแรมอาจปรับราคาขึ้นตามระดับความต้องการที่เพิ่มขึ้น
2. อัตราการเข้าพัก (Occupancy Rate)
โรงแรมควรติดตามจำนวนห้องพักที่ถูกจองและจำนวนห้องที่ยังเหลือขายอย่างต่อเนื่อง
ตัวอย่างแนวทางเบื้องต้น:
เมื่อมีอัตราการจองล่วงหน้าต่ำกว่าที่คาดการณ์ อาจพิจารณาโปรโมชั่นเพื่อกระตุ้นยอดขาย
เมื่อยอดจองเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง อาจทยอยปรับราคาขาย
เมื่อเหลือห้องพักจำนวนน้อยและความต้องการยังสูง อาจกำหนดราคาขายที่สูงขึ้นตามความเหมาะสม
การปรับราคาไม่ควรพิจารณาเฉพาะเปอร์เซ็นต์การเข้าพัก แต่ควรดูระยะเวลาก่อนวันเข้าพักและแนวโน้มการจองร่วมด้วย
3. ราคาคู่แข่ง (Competitor Pricing)
การติดตามราคาของโรงแรมที่มีระดับและกลุ่มลูกค้าใกล้เคียงกันช่วยให้สามารถวิเคราะห์ตำแหน่งราคาของโรงแรมได้
อย่างไรก็ตาม ไม่ควรปรับราคาตามคู่แข่งโดยอัตโนมัติ เพราะโรงแรมแต่ละแห่งมีจุดเด่น สิ่งอำนวยความสะดวก ทำเล และต้นทุนแตกต่างกัน
4. ฤดูกาลท่องเที่ยว (Seasonality)
ธุรกิจโรงแรมมักมีความต้องการเข้าพักแตกต่างกันตามฤดูกาล เช่น
High Season: ช่วงที่มีความต้องการท่องเที่ยวสูง
Low Season: ช่วงที่ความต้องการเดินทางลดลง
Long Weekend: ช่วงวันหยุดต่อเนื่อง
Special Events: ช่วงที่มีงานเทศกาล คอนเสิร์ต หรือกิจกรรมสำคัญ
การวิเคราะห์ข้อมูลย้อนหลังช่วยให้โรงแรมสามารถวางแผนราคาล่วงหน้าได้แม่นยำขึ้น
5. ระยะเวลาการจองล่วงหน้า (Booking Lead Time)
พฤติกรรมการจองของลูกค้าแต่ละกลุ่มแตกต่างกัน บางกลุ่มจองล่วงหน้าหลายเดือน ขณะที่บางกลุ่มนิยมจองใกล้วันเข้าพัก
โรงแรมสามารถนำข้อมูลเหล่านี้มาวางแผนราคา Early Bird, Last Minute หรือโปรโมชั่นตามช่วงเวลาการจองได้
6. ความเร็วของยอดจอง (Booking Pace)
Booking Pace คืออัตราการเพิ่มขึ้นของยอดจองในช่วงเวลาหนึ่ง เมื่อเปรียบเทียบกับเป้าหมายหรือข้อมูลย้อนหลัง
หากยอดจองสำหรับวันเข้าพักใดเพิ่มขึ้นเร็วกว่าปกติ โรงแรมอาจพิจารณาปรับราคาขึ้นก่อนที่ห้องพักจะถูกขายหมดในราคาต่ำเกินไป
โรงแรมขนาดเล็กสามารถใช้ Dynamic Pricing ได้หรือไม่?
โรงแรมขนาดเล็ก รีสอร์ท บูทีคโฮเทล และที่พักที่มีจำนวนห้องจำกัดสามารถนำ Dynamic Pricing มาใช้ได้
ผู้ประกอบการไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นด้วยระบบที่มีค่าใช้จ่ายสูงเสมอไป แต่สามารถเริ่มจากการรวบรวมข้อมูลพื้นฐาน เช่น
จำนวนห้องพักที่ขายได้ในแต่ละวัน
ราคาขายเฉลี่ยย้อนหลัง
ยอดจองล่วงหน้า
ราคาของโรงแรมคู่แข่ง
วันหยุดและกิจกรรมสำคัญในพื้นที่
จากนั้นกำหนดแนวทางปรับราคาและติดตามผลลัพธ์เป็นรายสัปดาห์หรือรายเดือน
เมื่อธุรกิจเติบโตและมีช่องทางการขายมากขึ้น จึงพิจารณาใช้เครื่องมือหรือผู้เชี่ยวชาญด้าน Revenue Management เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน